Save Sa-iab Pasakthong

เส้นทาง

Save Sa-iab Pasakthong ปกป้องป่าสักทอง ปกป้องชุมชนสะเอียบ

13/10/2026

แถลงการณ์
แก้ไขเขื่อนเก่า ไม่เอาเขื่อนใหม่ หยุดผันน้ำ
คนจนทั้งผองพี่น้องกัน
เลิกเล่นการเมืองบนความทุกข์ของชาวบ้าน การดันสร้างเขื่อนและผันน้ำ
ไม่ใช่การแก้ปัญหาแต่คือการสร้างวิกฤตเพิ่ม

สืบเนื่องจากการลงพื้นที่ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วม และปรากฏความพยายามในการใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเวทีรับหนังสือสนับสนุน "โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล" (โครงการผันน้ำยวม) รวมถึงการฉวยโอกาสปลุกกระแสการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำน่าน และน้ำยมเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งนั้น
เหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้มีการนำพี่น้องตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรผู้ใช้น้ำเพื่อการเกษตรลุ่มน้ำปิงตอนล่าง เข้าพบและยื่นหนังสือต่อนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ณ สำนักงานชลประทานที่ 4 จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อผลักดัน "โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล" (โครงการผันน้ำยวม) โดยอ้างเหตุผลเรื่องการสร้างความมั่นคงด้านน้ำของประเทศและแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำด้านการเกษตร ประกอบกับความพยายามในการปลุกกระแสการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำน่าน และน้ำยมนั้น
เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน ขอแสดงจุดยืนคัดค้านพฤติกรรมดังกล่าว และขอประณามการกระทำที่เป็นเสมือนการ "เล่นการเมืองกับชาวบ้าน อ้างตัวทำงานกับชาวบ้าน แต่เนรคุณ ด้วยการซ้ำเติมผลักดันโครงการที่จะสร้างทุกข์ให้ชาวบ้าน"
1. ขอเตือน "สุริยะ" อย่าหลงกลขบวนการจัดฉาก
เครือข่ายฯ ขอเตือนไปยังนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ว่าอย่าหลงกลภาพการนำมวลชนมายื่นหนังสือสนับสนุน เพราะนี่คือการจัดฉากเพื่อตบตาและสร้างความชอบธรรมจอมปลอม เป็นการใช้ความเดือดร้อนเรื่องน้ำของพี่น้องเกษตรกรมาเป็นเครื่องมือบังหน้า เพื่อปูทางไปสู่การอนุมัติงบประมาณมหาศาลนับแสนล้านบาทให้กลุ่มทุนและผู้รับเหมา รัฐมนตรีต้องรู้เท่าทันเกมการเมืองที่สร้างความแตกแยกระหว่างคนต้นน้ำและคนปลายน้ำ
2.ไม่สนใจผลกระทบและความคุ้มค่า ทั้งที่คดีอยู่ในชั้นศาล
การผลักดันโครงการผันน้ำยวมและเขื่อนในลุ่มน้ำน่าน และลุ่มน้ำยม เป็นการกระทำที่เพิกเฉยต่อผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์อย่างสิ้นเชิง รัฐบาลและผู้ผลักดันโครงการทราบดีว่าชาวบ้านในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้คัดค้านอย่างถึงที่สุดมาโดยตลอด โครงการผันน้ำยวมจนปัจจุบันได้มีการยื่นฟ้องร้องต่อ "ศาลปกครอง" เพื่อขอให้เพิกถอนรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่มีข้อกังขาและบิดเบือน แต่กลุ่มคนเหล่านี้กลับแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นความขัดแย้งและกระบวนการยุติธรรม
3. ขอประณามบุคคลและแกนนำสนับสนุน
เครือข่ายฯ ขอประณามบุคคลและแกนนำบางกลุ่มที่นำพาเครือข่ายเกษตรกรฯ และกลุ่มผู้ใช้น้ำไปยื่นหนังสือในครั้งนี้ บุคคลที่เป็นแกนนำเหล่านี้เคยเข้าร่วมเวทีวิชาการและได้รับฟังข้อมูลผลกระทบเชิงลึกจากนักวิชาการและชาวบ้านในพื้นที่ที่จะถูกแย่งชิงทรัพยากรมาแล้วหลายครั้ง แต่กลับไม่เคยใส่ใจที่จะนำข้อเท็จจริงเหล่านั้นมาพิจารณา กลับยังคงทำหน้าที่เป็นหัวหอกดึงดันผลักดันโครงการซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อรับใช้ผลประโยชน์บางประการ โดยไม่สนใจความพินาศของทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ต้องสูญเสียไป
4. หยุดใช้กลุ่มเกษตรกรเป็นเครื่องมือทางการเมือง
การจัดฉากนำเกษตรกรมายื่นหนังสือสนับสนุนโครงการต่อหน้ารัฐมนตรี คือการตบตาประชาชนและสร้างความแตกแยกระหว่างคนต้นน้ำและคนปลายน้ำ เป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมจอมปลอมเพื่อปูทางไปสู่การอนุมัติงบประมาณมหาศาลนับแสนล้านบาทให้กลุ่มทุนรับเหมาก่อสร้าง โดยใช้ความเดือดร้อนเรื่องน้ำของพี่น้องเกษตรกรมาเป็นข้ออ้างบังหน้า
เครือข่ายฯ จึงมีข้อเรียกร้อง
1.ยุติการผลักดันโครงการผันน้ำยวม (โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล) จังหวัดแม่ฮ่องสอน และโครงการเขื่อนคลองชมพู จังหวัดพิษณุโลก เขื่อนแก่งเสือเต้น จังหวัดแพร่ เขื่อนน้ำญวน จังหวัดพะเยา
2.หยุดพฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก ของแกนนำและนักการเมืองที่ฉวยโอกาสใช้วิกฤตน้ำท่วมและน้ำแล้งมาหากินกับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่
3.ทบทวนแผนการจัดการน้ำทั้งระบบ โดยเน้นการจัดการน้ำในระดับพื้นที่ การกระจายอำนาจให้ชุมชนจัดการตนเอง และใช้แนวทางอื่นที่มีประสิทธิภาพเข้ามาพิจารณาแก้ไข ไม่ใช่การผันน้ำข้ามลุ่มน้ำ โครงการเขื่อน ที่สร้างความขัดแย้งไม่รู้จบ

ด้วยความสมานฉันท์
คนจนทั้งผองพี่น้องกัน
13 ตุลาคม 2569

ลงชื่อแนบท้าย
เครือข่ายคัดค้านโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่
กลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ตำบลสะเอียบ อำเภอสอง จังหวัดแพร่
เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน
เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก
เครือข่ายลุ่มน้ำแม่แจ่มตอนบน อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่
สถาบันอ้อผะหญา (องค์กรสาธารณประโยชน์)
เครือข่ายอนุรักษ์แม่น้ำยวน บ้านน้ำยวนพัฒนา อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ
เครือข่ายแม่น้ำประเทศไทย

13/10/2026
13/10/2026

เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู พร้อมชาวบ้านตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก กว่า 50 คน ยื่นหนังสือคัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนคลองชมพูต่อนายอำเภอเนินมะปราง หลังมีความพยายามรื้อฟื้นโครงการที่ชุมชนคัดค้านต่อเนื่องมานานหลายสิบปี พร้อมขอให้ตรวจสอบกรณีการตัดไม้ยางในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ขณะที่นายอำเภอรับเรื่องและเตรียมส่งต่อกรมชลประทาน รวมถึงรายงานผู้ว่าราชการจังหวัด
​
6 ตุลาคม 2569 เวลา 10.00 น. ชาวบ้านบ้านชมพู หมู่ 3 ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก กว่า 50 คน เดินทางมายื่นหนังสือต่อ มนัส สิงหเดช นายอำเภอเนินมะปราง โดยมี โม คำคูน ประธานเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู และเชาว์ เย็นฉ่ำ เลขาธิการเครือข่ายฯ เป็นตัวแทนยื่นหนังสือ พร้อมแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนคลองชมพู
​
ข้อเรียกร้องของเครือข่ายฯ มี 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การคัดค้านการเสนอและดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนคลองชมพู และขอให้ตรวจสอบกรณีการลักลอบตัดไม้ยางในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง (สล.5) ซึ่งเครือข่ายฯ ระบุว่าเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้นำชุมชน
​
🔴ค้านเขื่อน ห่วงป่าต้นน้ำและพื้นที่ชุมชน
​
โม คำคูน ประธานเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู กล่าวว่า เครือข่ายฯ คัดค้านการเสนอและการดำเนินโครงการก่อสร้างเขื่อนคลองชมพู เนื่องจากเห็นว่าโครงการจะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทางน้ำธรรมชาติ และวิถีชีวิตของชุมชนลุ่มน้ำชมพู
​
นอกจากนี้ พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าคุ้มครอง รวมถึงมีแหล่งโบราณคดีและพื้นที่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เช่น แหล่งค้นพบเรือโบราณและบ่อเกลือโบราณที่เชื่อมโยงกับยุคสุโขทัย
​
เครือข่ายฯ เห็นว่า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งสามารถดำเนินการผ่านแนวทางอื่นที่ไม่จำเป็นต้องแลกกับการสูญเสียฐานทรัพยากรธรรมชาติและที่ดินทำกินของประชาชน จึงยืนยันจุดยืนคัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนคลองชมพู
​
ด้านนายเชาว์ เย็นฉ่ำ เลขาธิการเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู กล่าวว่า ชาวบ้านกังวลว่าการก่อสร้างเขื่อนจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งต่อพื้นที่ธรรมชาติและพื้นที่ท่องเที่ยวในชุมชน โดยเสนอว่าควรพิจารณาทางเลือกในการบริหารจัดการน้ำ เช่น การทำแก้มลิงหรือฝายขนาดเล็กหลายจุดบริเวณคลองช้างตายและคลองชมพู
​
“มีพื้นที่เป็นพันไร่ ซึ่งทางชลประทานควรสำรวจให้ชัดเจน” เชาว์กล่าว พร้อมระบุว่า ชาวบ้านต้องการรักษาระบบนิเวศของลุ่มน้ำชมพู รวมถึงพื้นที่ที่เป็นแหล่งอาศัยของจระเข้น้ำจืด แหล่งเนินกระเบื้อง และสัตว์หายากในพื้นที่ โดยต้องการให้ภาครัฐและชุมชนมีพื้นที่แลกเปลี่ยนเพื่อหาทางออกที่ทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้
​
🔴จี้ตรวจสอบกรณีตัดไม้ในอุทยานฯ
​
อีกประเด็นที่เครือข่ายฯ ยื่นหนังสือ คือ ขอให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกรณีการตัดไม้ยางในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง (สล.5)
​
โมระบุว่า เครือข่ายฯ ได้รับเรื่องร้องเรียนและมีข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เครือข่ายฯ เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับการตัดต้นไม้ยาง ซึ่งเป็นไม้หวงห้ามและมีคุณค่าต่อระบบนิเวศภายในเขตอุทยานฯ โดยเห็นว่าที่ผ่านมายังไม่มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือดำเนินการทางวินัยและอาญาตามที่เครือข่ายฯ เห็นว่าควรดำเนินการ
​
เครือข่ายฯ จึงขอให้นายอำเภอเนินมะปรางประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมาย
​
ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นข้อมูลจากการร้องเรียนของเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู โดยยังต้องรอการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
​
🔴นายอำเภอรับเรื่อง เตรียมส่งกรมชลประทาน–ตำรวจตรวจสอบ
​
ด้าน มนัส สิงหเดช นายอำเภอเนินมะปราง กล่าวว่า จะรับหนังสือจากเครือข่ายลุ่มน้ำชมพู และส่งต่อข้อเรียกร้องเกี่ยวกับโครงการให้กรมชลประทาน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ พร้อมรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกให้รับทราบ เพื่อหาแนวทางดำเนินการร่วมกัน
​
ส่วนกรณีการร้องเรียนเรื่องการตัดไม้ยางในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง นายอำเภอระบุว่าจะส่งเรื่องให้ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเนินมะปรางตรวจสอบอีกครั้ง
​
เขื่อนคลองชมพู พื้นที่ชลประทานกว่าแสนไร่ แลกกับป่าราว 3,000 ไร่
​
ข้อมูลที่ผู้สื่อข่าวรายงานระบุว่า โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองชมพู หรือ ‘เขื่อนคลองชมพู’ มีพื้นที่ก่อสร้างที่คาดว่าจะกระทบพื้นที่ป่าสมบูรณ์ในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงประมาณ 2,700–3,000 ไร่ ขณะที่โครงการถูกประเมินว่าจะสามารถพัฒนาระบบส่งน้ำและพื้นที่ชลประทานเพื่อประโยชน์ทางการเกษตรได้ประมาณ 90,300–103,800 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่อำเภอเนินมะปราง วังทอง และบางกระทุ่ม เพื่อช่วยเหลือพื้นที่เกษตรกรรมในช่วงฤดูแล้ง
​
อย่างไรก็ตาม เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพูเห็นว่า ผลประโยชน์ด้านการจัดการน้ำต้องพิจารณาควบคู่กับผลกระทบต่อระบบนิเวศ เนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง และเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงเป็นแหล่งอาศัยของจระเข้น้ำจืดสายพันธุ์ไทยที่พบได้ในพื้นที่ไม่กี่แห่งของประเทศ
​
🔴โครงการที่ถูกผลักดันมากว่า 20 ปี
​
โครงการเขื่อนคลองชมพูมีประวัติการศึกษาผลกระทบต่อเนื่อง โดยในช่วงปี 2547–2548 กรมชลประทานเริ่มว่าจ้างบริษัทเอกชนจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ทำให้กลุ่มอนุรักษ์ในพื้นที่เริ่มรับรู้ข้อมูลและแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการอย่างต่อเนื่อง
​
ต่อมาในปี 2556 โครงการถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของแผนบริหารจัดการน้ำมูลค่า 3.5 แสนล้านบาทในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่งผลให้แกนนำและชาวบ้านกว่า 300 คนออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านและเข้าร่วมการชุมนุมต่อต้านเวทีรับฟังความคิดเห็นของโครงการ
​
หลังจากนั้น แผนบริหารจัดการน้ำดังกล่าวถูกยกเลิกในปี 2557 ขณะที่โครงการเขื่อนคลองชมพูไม่ได้เดินหน้าต่อในช่วงดังกล่าว ก่อนที่ปัจจุบันจะมีความพยายามนำโครงการกลับมาพิจารณาอีกครั้ง
​
สำหรับเครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู การกลับมาของโครงการจึงเป็นประเด็นที่ชุมชนต้องการให้ภาครัฐเปิดพื้นที่หารือถึงทางเลือกในการจัดการน้ำ โดยคำนึงถึงทั้งความต้องการใช้น้ำของภาคเกษตรกรรม กับการรักษาระบบนิเวศ แหล่งธรรมชาติ และคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของลุ่มน้ำชมพูไปพร้อมกัน
​
อ่านในรูปแบบเว็บไซต์ที่ https://lannernews.com/06102569-01/
​
#ลุ่มน้ำชมพู #เนินมะปราง #พิษณุโลก #สื่อออนไลน์ภาคเหนือเพื่อคุณภาพชีวิตของทุกคน

ที่อยู่

Sa-iap
54120

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ Save Sa-iab Pasakthong โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ทางลัด

แชร์