14/09/2026
📖 ORIGINAL NOVEL
ครั้งนี้ฉันเป็นคนไป
โดย : อ้อมกอด
BROWNSHELF
Stories, Books & Ideas.
เพราะรู้จักกันดีเกินไป ลินจึงไม่เคยคิดว่าบอมจะกลายเป็นคนที่ทำให้เธอต้องเรียนรู้การจากลา
จากเพื่อนสนิทที่อยู่ข้างกันมาตลอด สู่ความรักที่ทั้งคู่พยายามประคองจนสุดทาง
แต่บางครั้ง ต่อให้ยังรักกันมากแค่ไหน
การอยู่ต่อก็อาจทำให้เราค่อย ๆ หายไปจากตัวเอง
"ครั้งนี้ฉันเป็นคนไป"
เรื่องของความรักที่ไม่ได้จบเพราะหมดรัก
แต่จบเพราะคนหนึ่งต้องเลือกตัวเองเสียที
📖 ครั้งนี้ฉันเป็นคนไป
บทที่ 1 — คนที่รู้จักกันดีเกินไป
ลินรู้ว่าบอมมาถึงมหาวิทยาลัยแล้วฟังจากเสียงเครื่องยนต์ก็รู้ ก่อนจะเห็นรถเสียอีก
เธอนั่งอยู่บนม้านั่งใต้ต้นไม้หน้าตึกเรียนมาร่วมสิบนาทีแล้ว แก้วกาแฟในมือเหลือน้ำแข็งละลายอยู่เกือบครึ่ง
แดดยามเช้าส่องลอดผ่านใบไม้ลงมาเป็นหย่อม ๆ บนพื้น นักศึกษาที่เดินผ่านไปมาส่วนใหญ่มีสีหน้ารีบร้อน บางคนยังถือข้าวเหนียวหมูปิ้งอยู่ในมือ บางคนก้มมองนาฬิกาแล้วเร่งฝีเท้าเมื่อเห็นว่าเหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีก็จะเริ่มเรียน
ท่ามกลางเสียงรถจากลานจอดข้างตึก มีเสียงเครื่องยนต์คุ้นหูดังแทรกเข้ามา
ลินเงยหน้าขึ้นโดยแทบไม่ต้องคิด
รถสีดำคันหนึ่งเลี้ยวเข้ามาจอดในที่ประจำ
**แปดโมงยี่สิบหก**
เหลืออีกสี่นาที
เธอไม่รู้ว่าควรนับความสามารถในการมาถึงก่อนเวลาเรียนไม่กี่นาทีทุกวันของบอมเป็นพรสวรรค์หรือความประมาทดี
เพราะตลอดหลายปีที่รู้จักกัน ผู้ชายคนนี้เหมือนจะสามารถใช้ทุกวินาทีจนถึงเส้นตายได้อย่างพอดิบพอดีเสมอ
ประตูรถเปิดออก
บอมก้าวลงมาพร้อมกระเป๋าสะพายข้างหนึ่ง เสื้อเชิ้ตนักศึกษาถูกพับแขนขึ้นอย่างลวก ๆ ส่วนผมด้านหน้ายังยุ่งเล็กน้อยเหมือนเจ้าตัวใช้มือจัดมันเอาระหว่างทาง
เขากดล็อกรถแล้วเดินตรงมาทางลินด้วยท่าทีสบายเสียจนคนที่นั่งรออยู่เริ่มหงุดหงิดแทน
ลินเตือนว่าอีกสี่นาทีจะเข้าเรียน
บอมเพียงยกข้อมือขึ้นมองนาฬิกา แล้วตอบหน้าตาเฉยว่าในเมื่อยังไม่ถึงแปดโมงครึ่งก็แปลว่ายังไม่สาย
ลินได้แต่ถอนหายใจ
มันเป็นตรรกะแบบบอมมาตั้งแต่ไหนแต่ไร
ถ้าอาจารย์ยังไม่เรียกชื่อก็คือยังทัน
ถ้าน้ำมันในรถยังไม่ขึ้นไฟเตือนก็ยังไม่ต้องเติม
ถ้าโทรศัพท์ยังเหลือแบตหนึ่งเปอร์เซ็นต์ก็คือยังใช้ได้
และถ้าปัญหายังไม่ระเบิดอยู่ตรงหน้า ก็ค่อยคิดตอนมันระเบิดแล้วก็ได้
ลินเคยบ่นเขาเรื่องนิสัยแบบนี้มาตั้งแต่มัธยม
จนตอนนี้ทั้งคู่มาเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน สาขาเดียวกันแล้ว บอมก็ยังแทบไม่เปลี่ยนไปเลย
เธอลุกจากม้านั่ง หยิบถุงขนมที่วางอยู่ข้างตัวส่งให้
เขารับไปโดยไม่ถามด้วยซ้ำว่าเป็นของใคร ราวกับรู้ตั้งแต่แรกว่าข้างในต้องมีส่วนของตัวเองอยู่แล้ว
“ไส้แฮมชีสด้วย”
บอมพูดหลังเปิดดู สีหน้าพอใจจนลินอยากเปลี่ยนใจแย่งกลับมาเสียตรงนั้น
เธอบอกว่าซื้อไว้เพราะไม่อยากฟังเขาบ่นหิวทั้งเช้า
แต่บอมเพียงหัวเราะแล้วตอบว่า ถึงไม่ซื้อ สุดท้ายลินก็แบ่งของตัวเองให้เขาอยู่ดี
ลินไม่ได้เถียง
เพราะมันเป็นเรื่องจริง
ทั้งคู่เดินเข้าตึกไปพร้อมกันอย่างที่ทำอยู่เป็นประจำ
ภาพแบบนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นหลังเข้ามหาวิทยาลัย
หากย้อนไปจริง ๆ ลินกับบอมอยู่ในชีวิตของกันและกันมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่วันที่ยังใส่ชุดนักเรียนมัธยม นั่งห้องเดียวกัน ทำงานกลุ่มด้วยกัน และใช้เวลาหลังเลิกเรียนเถียงเรื่องไร้สาระอย่างจะกินอะไร หรือใครควรเป็นคนเดินไปซื้อของให้ใคร
ตอนแรกพวกเขาไม่ได้สนิทกันขนาดนี้
บอมเป็นคนเข้ากับใครก็ง่าย มีเพื่อนอยู่แทบทุกกลุ่ม
ส่วนลินเองไม่ได้เป็นคนเก็บตัว เพียงแต่เธอเลือกว่าจะสนิทกับใครมากกว่า
ความเป็นเพื่อนเริ่มจากเรื่องธรรมดาจนไม่มีใครจำได้ว่าครั้งแรกคืออะไร
อาจเป็นเพราะเลขที่อยู่ใกล้กัน
หรือเพราะบอมเคยยืมปากกาแล้วลืมคืน
หลังจากนั้นก็เริ่มช่วยงานกัน ฝากซื้อข้าวให้กัน เดินกลับด้วยกันบ้าง จนบางอย่างค่อย ๆ เปลี่ยนโดยไม่มีวันที่แน่นอน
วันหนึ่งลินแค่รู้ตัวว่า ถ้าบอมไม่มาโรงเรียน มันจะรู้สึกเงียบผิดปกติไปนิดหนึ่ง
ในทางกลับกัน บอมเองก็เคยโทรมาบ่นในวันที่ลินหยุดว่าไม่มีใครให้ลอกการบ้าน ทั้งที่ในห้องมีคนอีกตั้งหลายสิบคน
ตอนถึงช่วงเลือกมหาวิทยาลัย ทั้งคู่ไม่ได้สัญญาว่าจะต้องเรียนที่เดียวกันด้วยซ้ำ
ต่างคนต่างเลือกตามสิ่งที่ตัวเองสนใจ
จนวันที่เอาผลมาเทียบกันจึงเพิ่งรู้ว่าชื่อมหาวิทยาลัยเหมือนกัน และที่ตลกกว่านั้นคือสาขายังเหมือนกันอีก
บอมล้อเธออยู่นานว่าตามเขามาเรียน
ลินด่าเขาไปหลายวัน
สุดท้ายทั้งคู่ก็มาลงทะเบียนพร้อมกันอยู่ดี
เพื่อนจากมัธยมจึงกลายเป็นเพื่อนมหาวิทยาลัยต่ออย่างง่ายดาย
ราวกับชีวิตไม่เคยเว้นช่องว่างให้พวกเขาต้องหายออกจากกันเลย
ระหว่างเดินขึ้นบันได ลินเร่งให้บอมเดินเร็วขึ้น แต่เจ้าตัวยังกินแซนด์วิชอย่างไม่เดือดร้อน
เขาบอกให้เธอขึ้นไปก่อนถ้ากลัวสาย
ลินเผลอสวนกลับไปว่า
ถ้าจะให้ไปก่อน แล้วเธอจะยืนรอเขาอยู่หน้าตึกตั้งแต่แรกทำไม
พูดจบถึงเพิ่งรู้ตัว
บอมหันมามองทันที
รอยยิ้มแบบคนจับผิดอะไรได้ปรากฏขึ้นบนหน้า
“อ๋ออ รอกูสินะฮั่นแน่”
ลินรีบแก้ว่าแค่รอเอาขนมให้
แต่ยิ่งแก้ก็ยิ่งเหมือนแก้ตัว
บอมจึงหัวเราะอยู่คนเดียวอย่างคนได้ใจ แล้วรีบกัดแซนด์วิชชิ้นใหญ่เข้าไปก่อนที่เธอจะเปลี่ยนใจเอาคืน
บางครั้งการเป็นเพื่อนกับบอมก็เหมือนมีเด็กตัวโตติดตามอยู่หนึ่งคน
น่ารำคาญ ขี้เกียจ และทำอะไรตามใจตัวเองจนน่าหมั่นไส้
แต่ถ้าวันไหนไม่อยู่ขึ้นมา
ลินกลับเป็นคนแรกที่รู้สึกถึงความเงียบนั้น
ทั้งคู่เข้าห้องก่อนอาจารย์มาไม่ถึงนาที
แพรกับมายด์นั่งรออยู่แถวกลางแล้ว และดูไม่แปลกใจนักที่เห็นลินกับบอมเดินเข้ามาด้วยกัน
คนในกลุ่มเลิกถามไปนานแล้วว่าทำไมสองคนนี้ถึงมักปรากฏตัวพร้อมกัน
เพราะคำตอบก็เหมือนเดิมทุกครั้ง
**รู้จักกันมานาน**
**อยู่ด้วยกันจนชิน**
**ก็แค่นั้น**
แพรเคยแซวว่าตั้งแต่มัธยมจนมหาวิทยาลัยยังไม่เบื่อหน้ากันอีกหรือ
บอมรีบตอบทันทีว่าเบื่อ
แต่พอแพรบอกให้เลิกคบ เขากลับตอบสั้น ๆ ว่าไม่ได้ ขี้เกียจอ่าน
เพื่อนทั้งโต๊ะพากันหันมามอง
ลินเองก็เผลอมองเขาเหมือนกัน
แต่บอมกลับก้มหน้าคุ้ยหาปากกาในกระเป๋าอย่างไม่ได้รู้สึกว่าคำพูดเมื่อครู่มีความหมายอะไร
ก่อนจะเติมตามมาว่า
ถ้าเลิกคบแล้วเขาจะไปลอกงานใคร
ความรู้สึกประหลาดที่เพิ่งขยับอยู่ในอกลินจึงถูกแทนที่ด้วยความอยากเอาสมุดฟาดหัวเขาแทบจะทันที
อาจารย์เข้ามาพอดี
ห้องเรียนจึงกลับเข้าสู่ความสงบ
อย่างน้อยก็สำหรับคนอื่น
สำหรับลิน การนั่งข้างบอมไม่เคยเป็นความเงียบจริง ๆ
ต่อให้เขาไม่ได้พูด เขาก็มักหาอะไรสักอย่างมากวนอยู่ดี
ไม่นานนักกระดาษโน้ตแผ่นเล็กก็ถูกเลื่อนมาใต้แขน
บนกระดาษมีรูปคนกำลังหลับที่วาดแบบขอไปที พร้อมคำขอให้เธอช่วยปลุกหากเขาเผลอหลับ
ลินเขียนตอบว่า
**ไม่**
กระดาษถูกเลื่อนกลับมาอีกครั้ง
มีคำสั้น ๆ เขียนอยู่ด้านล่าง
**มึงทำ**
ลินอ่านข้อความนั้นแล้วไม่ได้เขียนอะไรกลับ
เพราะบอมรู้จริง ๆ
ถ้าเขาหลับ เธอก็จะปลุก
เหมือนที่ลินรู้ว่า ถ้าวันไหนตัวเองลืมงาน บอมจะส่งไฟล์มาให้ ถึงปากจะบ่นว่าคราวหน้าจะไม่ช่วยอีกแล้วก็ตาม
เรื่องระหว่างพวกเขามักเป็นแบบนั้น
ต่างคนต่างพูดตรงข้ามกับสิ่งที่ตัวเองจะทำ
แล้วอีกฝ่ายก็รู้ดีเกินกว่าจะเชื่อคำพูดเหล่านั้น
ลินรู้ว่าบอมไม่กินผักชี
รู้ว่ากาแฟหวานเกินไปทำให้เขาบ่นไปทั้งวัน
รู้ว่าเวลาหงุดหงิดธรรมดาเขาจะพูดมาก แต่ถ้าวันไหนเครียดจริงกลับจะเงียบผิดปกติ
บอมก็รู้เรื่องของเธอไม่แพ้กัน
เขารู้ว่าไม่ควรถามซ้ำเวลาลินบอกว่าไม่อยากพูด
รู้ว่าประโยคว่า “ไม่หิว” ของเธอเชื่อไม่ได้เสมอไป
และรู้ด้วยว่าเวลาลินนั่งเงียบในรถ บางครั้งสิ่งที่เธอต้องการก็แค่เพลงสักเพลงกับคนข้าง ๆ ที่ไม่พยายามถามว่าเป็นอะไร
คนอื่นชอบเรียกสิ่งนี้ว่า **รู้ใจกัน**
ลินไม่เคยคิดว่ามันพิเศษ
พวกเขาก็แค่รู้จักกันมานานเท่านั้นเอง
ตอนพักเที่ยง บอมเสนอให้ออกไปกินข้าวข้างนอกเพราะเริ่มเบื่อโรงอาหาร
แพรกับมายด์ปฏิเสธทันทีเมื่อรู้ว่าร้านที่เขาอยากไปอยู่ห่างออกไปเกือบสิบกิโล และช่วงบ่ายยังมีเรียนต่อ
แต่คำว่าไกลของบอมไม่ค่อยเหมือนของคนอื่น
ในเมื่อมีรถ มีน้ำมัน และมีเวลาประมาณชั่วโมงกว่า สำหรับเขาก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่สิบกิโลจะเป็นปัญหา
สุดท้ายจึงเหลือลินที่ยอมไปด้วย
ส่วนหนึ่งเพราะเธอก็เบื่อโรงอาหารเหมือนกัน
อีกส่วนอาจเป็นเพราะรู้ดีว่า ต่อให้บอกว่าไม่ไป ถ้าบอมตื้ออีกสองรอบเธอก็คงไปอยู่ดี
ในรถของบอมเปิดแอร์เย็นจนลินต้องหันช่องลมออกจากตัว
เพลงจากโทรศัพท์ของเขาเชื่อมเข้าลำโพงทันทีที่เครื่องยนต์ติด เป็นเพลงเดิมที่ถูกเปิดซ้ำมาตลอดอาทิตย์จนลินจำท่อนฮุกได้ทั้งที่ไม่เคยตั้งใจฟัง
บอมเริ่มร้องตามอย่างไม่สนใจว่าตัวเองร้องผิดเนื้อไปครึ่งเพลง
ลินทนฟังอยู่พักหนึ่งก่อนหลุดหัวเราะออกมา เมื่อเขาเถียงอย่างจริงจังว่าคนร้องต้นฉบับต่างหากที่ร้องผิด
ช่วงเวลาแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยเสียจนเธอไม่เคยเห็นว่ามันมีอะไรสำคัญ
การนั่งรถข้างกัน
เถียงเรื่องเพลง
บ่นเรื่องอาจารย์
เล่าเรื่องเพื่อนในห้อง
หรือบางครั้งต่างคนต่างเงียบไปหลายกิโลเมตร โดยไม่มีใครรู้สึกว่าต้องหาเรื่องมาพูดเพื่อทำลายความเงียบนั้น
ลินชอบตรงนี้ที่สุดเวลาอยู่กับบอม
เธอไม่ต้องพยายามเป็นคนน่าสนใจ
ไม่ต้องคอยคิดว่าบรรยากาศน่าอึดอัดหรือเปล่า
ไม่ต้องระวังว่าพูดมากไปไหม หรือเงียบเกินไปหรือเปล่า
จะหัวเราะดังแค่ไหนก็ได้
จะนั่งหน้าบึ้งก็ได้
จะบอกว่าไม่อยากคุยก็ได้
บอมเป็นหนึ่งในคนไม่กี่คนที่ทำให้เธอไม่รู้สึกว่าต้องเป็นอะไรนอกจากตัวเอง
ร้านที่เขาเลือกอยู่ในโครงการเล็ก ๆ ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก
ภายในร้านติดเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย ต่างจากอากาศร้อนข้างนอกจนรู้สึกเหมือนเป็นคนละโลก
เมนูอาหารวางอยู่บนโต๊ะไม้สีเข้ม
และหลังจากเปิดดูไม่กี่หน้า ลินก็รู้ทันทีว่าราคาสูงกว่าร้านที่นักศึกษาทั่วไปเลือกกินตอนเที่ยงพอสมควร
บอมกลับไม่เห็นว่ามีอะไรผิดปกติ
สำหรับเขา ราคาเหล่านั้นไม่ได้แพงเป็นพิเศษ
ลินรู้เรื่องฐานะทางบ้านของบอมมาตั้งแต่มัธยม
เขาไม่ได้อวด แต่ก็ไม่เคยต้องปิดบัง
บ้านมีพร้อม รถที่ใช้ทุกวันนี้พ่อเป็นคนซื้อให้ และหลายครั้งสิ่งที่ลินต้องคิดก่อนใช้เงิน บอมกลับสามารถตัดสินใจได้โดยแทบไม่ต้องเหลือบมองราคา
แต่น่าแปลกที่นิสัยแบบนั้นไม่เคยทำให้ลินรู้สึกด้อยเวลาอยู่กับเขา
บอมเลี้ยงเพื่อนง่าย แต่ไม่เคยเอามาพูดเป็นบุญคุณ
ถ้าใครบอกว่าจะหาร เขาก็หาร
ถ้าใครบอกไม่มีเงิน เขาก็เลี้ยงโดยไม่ได้ทำสีหน้าสงสารหรือถามอะไรให้มากความ
เงินสำหรับบอมเหมือนของบางอย่างที่มีอยู่มาตลอด
ไม่ต้องกังวลมากนัก
เพราะถ้าหมดก็ยังมีอีก
บางครั้งลินหมั่นไส้ความสบายแบบนั้น
บางครั้งก็อิจฉา
แต่ส่วนใหญ่เธอชินกับมันมานานแล้ว
ระหว่างรออาหาร บอมอ่านข้อความในโทรศัพท์แล้วหัวเราะเบา ๆ
ลินเหลือบมองตามความเคยชิน
พอรู้ว่าเป็นผู้หญิงจากอีกห้องที่เขาเคยบอกว่าน่ารัก เธอก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ
เรื่องผู้หญิงของบอมไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเธอ
สมัยมัธยมเขาเคยเอาโทรศัพท์มายื่นให้ช่วยดูว่าจะตอบคนที่ชอบอย่างไร
เคยถามความเห็นเรื่องของขวัญ
เคยบ่นเวลาโดนทิ้ง
ลินเองก็เคยเล่าเรื่องคนที่ตัวเองสนใจให้เขาฟังโดยไม่ได้รู้สึกว่าต้องปิดบังอะไร
มันเป็นเรื่องธรรมดาของเพื่อนสนิท
บอมไม่ใช่ผู้ชายที่ลินเคยมองในแบบนั้น
อย่างน้อยตอนนั้นเธอก็ยังคิดแบบนั้น
ระหว่างกินข้าว บทสนทนาค่อย ๆ ไหลไปเรื่องความรักอย่างไม่มีที่มาที่ไป
บอมบอกว่าไม่ได้รีบอยากมีแฟน
เขาไม่ใช่คนต่อต้านความสัมพันธ์ เพียงแต่ไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องมีใครเพราะคนอื่นเขามีกัน
ถ้าวันหนึ่งจะมีจริง ๆ เขาก็อยากให้มันเกิดขึ้นตอนที่ตัวเองอยากมีจริง ๆ มากกว่า
แล้วเขาก็พูดประโยคหนึ่งออกมาอย่างง่าย ๆ
**“ถ้ากูมีแฟน กูก็อยากรักให้มันสุด ๆ อะ จะคบเล่น ๆ ไปทำไม”**
ลินเงยหน้าจากจาน
บอมไม่ได้มองเธอด้วยซ้ำ
เขายังคงกินข้าวต่อด้วยท่าทางธรรมดา เหมือนคำพูดเมื่อครู่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรนัก
เธอเลยหัวเราะแล้วแซวว่าเขาพูดเหมือนคนดี
บอมตอบอย่างมั่นใจว่าตัวเองก็เป็นคนดี ก่อนจะอ้างแม่เป็นพยานจนลินต้องสวนกลับไปว่าแม่เขาสปอยล์มาตั้งแต่เด็ก
เขาหัวเราะและยอมรับอย่างไม่คิดจะเถียง
เรื่องนั้นจบลงง่าย ๆ
ง่ายเสียจนลินเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมประโยคเมื่อครู่ถึงติดอยู่ในหัวระหว่างทางกลับมหาวิทยาลัย
เธอไม่ได้คิดว่าบอมกำลังพูดถึงตัวเอง
ไม่ได้ใจเต้น
ไม่ได้เกิดความรู้สึกแบบที่มีในนิยายรัก ซึ่งตัวละครจะรู้ทันทีว่าตัวเองกำลังตกหลุมรัก
ไม่มีอะไรแบบนั้นเลย
บอมยังเป็นบอม
เพื่อนสนิทของเธอ
คนที่ร้องเพลงผิดอยู่ข้าง ๆ
คนที่ขับรถเร็วเกินไปนิดหน่อยจนเธอต้องบ่น
คนที่พอกลับถึงมหาวิทยาลัยแล้วพบว่าเหลืออีกไม่ถึงห้านาทีก่อนเริ่มเรียน ก็ยังมีหน้าหัวเราะระหว่างวิ่งขึ้นบันไดสามชั้นเหมือนเป็นเรื่องสนุก
วันนั้นไม่ได้มีอะไรพิเศษเกิดขึ้น
มันเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่งของคนสองคนที่รู้จักกันมานานมากพอจนไม่ต้องพยายามอยู่ด้วยกัน
พวกเขาเรียนด้วยกัน
กินข้าวด้วยกัน
นั่งรถด้วยกัน
หัวเราะด้วยกัน
และรู้ว่าอีกคนจะอยู่ตรงไหนแทบจะตลอดเวลา
ตอนเย็นก่อนแยกกลับ บอมเดินมาขยี้หัวลินจนผมที่เธอจัดมาตั้งแต่เช้าเสียทรง แล้วบอกง่าย ๆ ว่าเจอกันพรุ่งนี้
ลินปัดมือเขาออกพร้อมบ่นว่าไม่ต้องเจอกันบ้างก็ดี
บอมเพียงหัวเราะ
**“มึงพูดแบบนี้ทุกวัน แล้วก็เจอกูทุกวันอยู่ดี”**
เขาพูดเหมือนมันเป็นข้อเท็จจริงธรรมดาที่สุดในโลก
จากนั้นก็เปิดประตูรถแล้วขับออกไป
ลินยืนมองรถคันเดิมหายไปตรงทางเลี้ยว ก่อนจะเดินไปทางของตัวเอง
เธอไม่ได้คิดอะไรกับคำพูดนั้น
เพราะมันเป็นแบบนั้นมาตลอดจริง ๆ
ตั้งแต่มัธยมจนเข้ามหาวิทยาลัย ชีวิตของลินแทบไม่มีช่วงไหนที่บอมหายไปนานพอให้เธอต้องเรียนรู้ว่าการไม่มีเขาอยู่ข้าง ๆ เป็นอย่างไร
เปิดประตูห้องเรียนก็เจอ
ลงไปกินข้าวก็ไปด้วยกัน
มีเรื่องอยากเล่าก็รู้ว่าต้องหันไปหาใคร
แม้แต่ตอนที่ไม่มีอะไรจะพูด พวกเขาก็ยังสามารถอยู่ข้างกันได้โดยไม่รู้สึกว่าความเงียบนั้นน่าอึดอัด
ลินเคยคิดว่าความสัมพันธ์บางอย่างอาจแข็งแรงได้ เพียงเพราะคนสองคนรู้จักกันดีพอ
ถ้าเราสนิทกันขนาดนี้
เข้าใจกันขนาดนี้
หัวเราะกับเรื่องเดียวกันได้
และผ่านเรื่องธรรมดาในชีวิตมาด้วยกันมากขนาดนี้
มันคงยากมากที่จะมีอะไรสักอย่างเข้ามาทำให้สองคนกลายเป็นคนที่ไม่เข้าใจกัน
ตอนนั้นลินเชื่อแบบนั้นจริง ๆ
เธอเพียงยังไม่รู้ว่า—
บางครั้งสิ่งที่เปลี่ยนความสัมพันธ์ได้มากที่สุด
ไม่ใช่การที่คนสองคนค่อย ๆ ห่างออกจากกัน
แต่อาจเป็นการที่พวกเขาพยายามเข้าใกล้กันมากกว่าเดิม
**ใกล้เสียจนคำว่าเพื่อนไม่เพียงพออีกต่อไป**
และใกล้เสียจนเมื่อทุกอย่างพังลงมา
**พวกเขาก็ไม่รู้แล้วว่าจะถอยกลับไปยืนตรงจุดเดิมได้อย่างไร**
────────────
**ครั้งนี้ฉันเป็นคนไป**
บทที่ 1 — คนที่รู้จักกันดีเกินไป
ถ้าชอบ ฝากกดติดตามไว้ได้เลย
ตอนต่อไปจะค่อย ๆ พาเข้าไปในความสัมพันธ์ของลินกับบอมมากขึ้น