โทร เส้นทาง ติดต่อ องค์กรนั้น

BrownShelf. BrownShelf — Stories & Ideas.
เรื่องราวและความคิดที่ควรค่าแก่การอ่าน
✍️ งานเขียนต้นฉบับ • 📚 หนังสือแปลไทย

📖 ORIGINAL NOVELครั้งนี้ฉันเป็นคนไปโดย : อ้อมกอดBROWNSHELFStories, Books & Ideas.เพราะรู้จักกันดีเกินไป ลินจึงไม่เคยคิดว...
14/09/2026

📖 ORIGINAL NOVEL
ครั้งนี้ฉันเป็นคนไป
โดย : อ้อมกอด
BROWNSHELF
Stories, Books & Ideas.

เพราะรู้จักกันดีเกินไป ลินจึงไม่เคยคิดว่าบอมจะกลายเป็นคนที่ทำให้เธอต้องเรียนรู้การจากลา

จากเพื่อนสนิทที่อยู่ข้างกันมาตลอด สู่ความรักที่ทั้งคู่พยายามประคองจนสุดทาง

แต่บางครั้ง ต่อให้ยังรักกันมากแค่ไหน
การอยู่ต่อก็อาจทำให้เราค่อย ๆ หายไปจากตัวเอง

"ครั้งนี้ฉันเป็นคนไป"
เรื่องของความรักที่ไม่ได้จบเพราะหมดรัก
แต่จบเพราะคนหนึ่งต้องเลือกตัวเองเสียที

📖 ครั้งนี้ฉันเป็นคนไป
บทที่ 1 — คนที่รู้จักกันดีเกินไป

ลินรู้ว่าบอมมาถึงมหาวิทยาลัยแล้วฟังจากเสียงเครื่องยนต์ก็รู้ ก่อนจะเห็นรถเสียอีก

เธอนั่งอยู่บนม้านั่งใต้ต้นไม้หน้าตึกเรียนมาร่วมสิบนาทีแล้ว แก้วกาแฟในมือเหลือน้ำแข็งละลายอยู่เกือบครึ่ง

แดดยามเช้าส่องลอดผ่านใบไม้ลงมาเป็นหย่อม ๆ บนพื้น นักศึกษาที่เดินผ่านไปมาส่วนใหญ่มีสีหน้ารีบร้อน บางคนยังถือข้าวเหนียวหมูปิ้งอยู่ในมือ บางคนก้มมองนาฬิกาแล้วเร่งฝีเท้าเมื่อเห็นว่าเหลือเวลาอีกไม่กี่นาทีก็จะเริ่มเรียน

ท่ามกลางเสียงรถจากลานจอดข้างตึก มีเสียงเครื่องยนต์คุ้นหูดังแทรกเข้ามา

ลินเงยหน้าขึ้นโดยแทบไม่ต้องคิด

รถสีดำคันหนึ่งเลี้ยวเข้ามาจอดในที่ประจำ

**แปดโมงยี่สิบหก**

เหลืออีกสี่นาที

เธอไม่รู้ว่าควรนับความสามารถในการมาถึงก่อนเวลาเรียนไม่กี่นาทีทุกวันของบอมเป็นพรสวรรค์หรือความประมาทดี

เพราะตลอดหลายปีที่รู้จักกัน ผู้ชายคนนี้เหมือนจะสามารถใช้ทุกวินาทีจนถึงเส้นตายได้อย่างพอดิบพอดีเสมอ

ประตูรถเปิดออก

บอมก้าวลงมาพร้อมกระเป๋าสะพายข้างหนึ่ง เสื้อเชิ้ตนักศึกษาถูกพับแขนขึ้นอย่างลวก ๆ ส่วนผมด้านหน้ายังยุ่งเล็กน้อยเหมือนเจ้าตัวใช้มือจัดมันเอาระหว่างทาง

เขากดล็อกรถแล้วเดินตรงมาทางลินด้วยท่าทีสบายเสียจนคนที่นั่งรออยู่เริ่มหงุดหงิดแทน

ลินเตือนว่าอีกสี่นาทีจะเข้าเรียน

บอมเพียงยกข้อมือขึ้นมองนาฬิกา แล้วตอบหน้าตาเฉยว่าในเมื่อยังไม่ถึงแปดโมงครึ่งก็แปลว่ายังไม่สาย

ลินได้แต่ถอนหายใจ

มันเป็นตรรกะแบบบอมมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

ถ้าอาจารย์ยังไม่เรียกชื่อก็คือยังทัน

ถ้าน้ำมันในรถยังไม่ขึ้นไฟเตือนก็ยังไม่ต้องเติม

ถ้าโทรศัพท์ยังเหลือแบตหนึ่งเปอร์เซ็นต์ก็คือยังใช้ได้

และถ้าปัญหายังไม่ระเบิดอยู่ตรงหน้า ก็ค่อยคิดตอนมันระเบิดแล้วก็ได้

ลินเคยบ่นเขาเรื่องนิสัยแบบนี้มาตั้งแต่มัธยม

จนตอนนี้ทั้งคู่มาเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน สาขาเดียวกันแล้ว บอมก็ยังแทบไม่เปลี่ยนไปเลย

เธอลุกจากม้านั่ง หยิบถุงขนมที่วางอยู่ข้างตัวส่งให้

เขารับไปโดยไม่ถามด้วยซ้ำว่าเป็นของใคร ราวกับรู้ตั้งแต่แรกว่าข้างในต้องมีส่วนของตัวเองอยู่แล้ว

“ไส้แฮมชีสด้วย”

บอมพูดหลังเปิดดู สีหน้าพอใจจนลินอยากเปลี่ยนใจแย่งกลับมาเสียตรงนั้น

เธอบอกว่าซื้อไว้เพราะไม่อยากฟังเขาบ่นหิวทั้งเช้า

แต่บอมเพียงหัวเราะแล้วตอบว่า ถึงไม่ซื้อ สุดท้ายลินก็แบ่งของตัวเองให้เขาอยู่ดี

ลินไม่ได้เถียง

เพราะมันเป็นเรื่องจริง

ทั้งคู่เดินเข้าตึกไปพร้อมกันอย่างที่ทำอยู่เป็นประจำ

ภาพแบบนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นหลังเข้ามหาวิทยาลัย

หากย้อนไปจริง ๆ ลินกับบอมอยู่ในชีวิตของกันและกันมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่วันที่ยังใส่ชุดนักเรียนมัธยม นั่งห้องเดียวกัน ทำงานกลุ่มด้วยกัน และใช้เวลาหลังเลิกเรียนเถียงเรื่องไร้สาระอย่างจะกินอะไร หรือใครควรเป็นคนเดินไปซื้อของให้ใคร

ตอนแรกพวกเขาไม่ได้สนิทกันขนาดนี้

บอมเป็นคนเข้ากับใครก็ง่าย มีเพื่อนอยู่แทบทุกกลุ่ม

ส่วนลินเองไม่ได้เป็นคนเก็บตัว เพียงแต่เธอเลือกว่าจะสนิทกับใครมากกว่า

ความเป็นเพื่อนเริ่มจากเรื่องธรรมดาจนไม่มีใครจำได้ว่าครั้งแรกคืออะไร

อาจเป็นเพราะเลขที่อยู่ใกล้กัน

หรือเพราะบอมเคยยืมปากกาแล้วลืมคืน

หลังจากนั้นก็เริ่มช่วยงานกัน ฝากซื้อข้าวให้กัน เดินกลับด้วยกันบ้าง จนบางอย่างค่อย ๆ เปลี่ยนโดยไม่มีวันที่แน่นอน

วันหนึ่งลินแค่รู้ตัวว่า ถ้าบอมไม่มาโรงเรียน มันจะรู้สึกเงียบผิดปกติไปนิดหนึ่ง

ในทางกลับกัน บอมเองก็เคยโทรมาบ่นในวันที่ลินหยุดว่าไม่มีใครให้ลอกการบ้าน ทั้งที่ในห้องมีคนอีกตั้งหลายสิบคน

ตอนถึงช่วงเลือกมหาวิทยาลัย ทั้งคู่ไม่ได้สัญญาว่าจะต้องเรียนที่เดียวกันด้วยซ้ำ

ต่างคนต่างเลือกตามสิ่งที่ตัวเองสนใจ

จนวันที่เอาผลมาเทียบกันจึงเพิ่งรู้ว่าชื่อมหาวิทยาลัยเหมือนกัน และที่ตลกกว่านั้นคือสาขายังเหมือนกันอีก

บอมล้อเธออยู่นานว่าตามเขามาเรียน

ลินด่าเขาไปหลายวัน

สุดท้ายทั้งคู่ก็มาลงทะเบียนพร้อมกันอยู่ดี

เพื่อนจากมัธยมจึงกลายเป็นเพื่อนมหาวิทยาลัยต่ออย่างง่ายดาย

ราวกับชีวิตไม่เคยเว้นช่องว่างให้พวกเขาต้องหายออกจากกันเลย

ระหว่างเดินขึ้นบันได ลินเร่งให้บอมเดินเร็วขึ้น แต่เจ้าตัวยังกินแซนด์วิชอย่างไม่เดือดร้อน

เขาบอกให้เธอขึ้นไปก่อนถ้ากลัวสาย

ลินเผลอสวนกลับไปว่า

ถ้าจะให้ไปก่อน แล้วเธอจะยืนรอเขาอยู่หน้าตึกตั้งแต่แรกทำไม

พูดจบถึงเพิ่งรู้ตัว

บอมหันมามองทันที

รอยยิ้มแบบคนจับผิดอะไรได้ปรากฏขึ้นบนหน้า

“อ๋ออ รอกูสินะฮั่นแน่”

ลินรีบแก้ว่าแค่รอเอาขนมให้

แต่ยิ่งแก้ก็ยิ่งเหมือนแก้ตัว

บอมจึงหัวเราะอยู่คนเดียวอย่างคนได้ใจ แล้วรีบกัดแซนด์วิชชิ้นใหญ่เข้าไปก่อนที่เธอจะเปลี่ยนใจเอาคืน

บางครั้งการเป็นเพื่อนกับบอมก็เหมือนมีเด็กตัวโตติดตามอยู่หนึ่งคน

น่ารำคาญ ขี้เกียจ และทำอะไรตามใจตัวเองจนน่าหมั่นไส้

แต่ถ้าวันไหนไม่อยู่ขึ้นมา

ลินกลับเป็นคนแรกที่รู้สึกถึงความเงียบนั้น

ทั้งคู่เข้าห้องก่อนอาจารย์มาไม่ถึงนาที

แพรกับมายด์นั่งรออยู่แถวกลางแล้ว และดูไม่แปลกใจนักที่เห็นลินกับบอมเดินเข้ามาด้วยกัน

คนในกลุ่มเลิกถามไปนานแล้วว่าทำไมสองคนนี้ถึงมักปรากฏตัวพร้อมกัน

เพราะคำตอบก็เหมือนเดิมทุกครั้ง

**รู้จักกันมานาน**

**อยู่ด้วยกันจนชิน**

**ก็แค่นั้น**

แพรเคยแซวว่าตั้งแต่มัธยมจนมหาวิทยาลัยยังไม่เบื่อหน้ากันอีกหรือ

บอมรีบตอบทันทีว่าเบื่อ

แต่พอแพรบอกให้เลิกคบ เขากลับตอบสั้น ๆ ว่าไม่ได้ ขี้เกียจอ่าน

เพื่อนทั้งโต๊ะพากันหันมามอง

ลินเองก็เผลอมองเขาเหมือนกัน

แต่บอมกลับก้มหน้าคุ้ยหาปากกาในกระเป๋าอย่างไม่ได้รู้สึกว่าคำพูดเมื่อครู่มีความหมายอะไร

ก่อนจะเติมตามมาว่า

ถ้าเลิกคบแล้วเขาจะไปลอกงานใคร

ความรู้สึกประหลาดที่เพิ่งขยับอยู่ในอกลินจึงถูกแทนที่ด้วยความอยากเอาสมุดฟาดหัวเขาแทบจะทันที

อาจารย์เข้ามาพอดี

ห้องเรียนจึงกลับเข้าสู่ความสงบ

อย่างน้อยก็สำหรับคนอื่น

สำหรับลิน การนั่งข้างบอมไม่เคยเป็นความเงียบจริง ๆ

ต่อให้เขาไม่ได้พูด เขาก็มักหาอะไรสักอย่างมากวนอยู่ดี

ไม่นานนักกระดาษโน้ตแผ่นเล็กก็ถูกเลื่อนมาใต้แขน

บนกระดาษมีรูปคนกำลังหลับที่วาดแบบขอไปที พร้อมคำขอให้เธอช่วยปลุกหากเขาเผลอหลับ

ลินเขียนตอบว่า

**ไม่**

กระดาษถูกเลื่อนกลับมาอีกครั้ง

มีคำสั้น ๆ เขียนอยู่ด้านล่าง

**มึงทำ**

ลินอ่านข้อความนั้นแล้วไม่ได้เขียนอะไรกลับ

เพราะบอมรู้จริง ๆ

ถ้าเขาหลับ เธอก็จะปลุก

เหมือนที่ลินรู้ว่า ถ้าวันไหนตัวเองลืมงาน บอมจะส่งไฟล์มาให้ ถึงปากจะบ่นว่าคราวหน้าจะไม่ช่วยอีกแล้วก็ตาม

เรื่องระหว่างพวกเขามักเป็นแบบนั้น

ต่างคนต่างพูดตรงข้ามกับสิ่งที่ตัวเองจะทำ

แล้วอีกฝ่ายก็รู้ดีเกินกว่าจะเชื่อคำพูดเหล่านั้น

ลินรู้ว่าบอมไม่กินผักชี

รู้ว่ากาแฟหวานเกินไปทำให้เขาบ่นไปทั้งวัน

รู้ว่าเวลาหงุดหงิดธรรมดาเขาจะพูดมาก แต่ถ้าวันไหนเครียดจริงกลับจะเงียบผิดปกติ

บอมก็รู้เรื่องของเธอไม่แพ้กัน

เขารู้ว่าไม่ควรถามซ้ำเวลาลินบอกว่าไม่อยากพูด

รู้ว่าประโยคว่า “ไม่หิว” ของเธอเชื่อไม่ได้เสมอไป

และรู้ด้วยว่าเวลาลินนั่งเงียบในรถ บางครั้งสิ่งที่เธอต้องการก็แค่เพลงสักเพลงกับคนข้าง ๆ ที่ไม่พยายามถามว่าเป็นอะไร

คนอื่นชอบเรียกสิ่งนี้ว่า **รู้ใจกัน**

ลินไม่เคยคิดว่ามันพิเศษ

พวกเขาก็แค่รู้จักกันมานานเท่านั้นเอง

ตอนพักเที่ยง บอมเสนอให้ออกไปกินข้าวข้างนอกเพราะเริ่มเบื่อโรงอาหาร

แพรกับมายด์ปฏิเสธทันทีเมื่อรู้ว่าร้านที่เขาอยากไปอยู่ห่างออกไปเกือบสิบกิโล และช่วงบ่ายยังมีเรียนต่อ

แต่คำว่าไกลของบอมไม่ค่อยเหมือนของคนอื่น

ในเมื่อมีรถ มีน้ำมัน และมีเวลาประมาณชั่วโมงกว่า สำหรับเขาก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่สิบกิโลจะเป็นปัญหา

สุดท้ายจึงเหลือลินที่ยอมไปด้วย

ส่วนหนึ่งเพราะเธอก็เบื่อโรงอาหารเหมือนกัน

อีกส่วนอาจเป็นเพราะรู้ดีว่า ต่อให้บอกว่าไม่ไป ถ้าบอมตื้ออีกสองรอบเธอก็คงไปอยู่ดี

ในรถของบอมเปิดแอร์เย็นจนลินต้องหันช่องลมออกจากตัว

เพลงจากโทรศัพท์ของเขาเชื่อมเข้าลำโพงทันทีที่เครื่องยนต์ติด เป็นเพลงเดิมที่ถูกเปิดซ้ำมาตลอดอาทิตย์จนลินจำท่อนฮุกได้ทั้งที่ไม่เคยตั้งใจฟัง

บอมเริ่มร้องตามอย่างไม่สนใจว่าตัวเองร้องผิดเนื้อไปครึ่งเพลง

ลินทนฟังอยู่พักหนึ่งก่อนหลุดหัวเราะออกมา เมื่อเขาเถียงอย่างจริงจังว่าคนร้องต้นฉบับต่างหากที่ร้องผิด

ช่วงเวลาแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยเสียจนเธอไม่เคยเห็นว่ามันมีอะไรสำคัญ

การนั่งรถข้างกัน

เถียงเรื่องเพลง

บ่นเรื่องอาจารย์

เล่าเรื่องเพื่อนในห้อง

หรือบางครั้งต่างคนต่างเงียบไปหลายกิโลเมตร โดยไม่มีใครรู้สึกว่าต้องหาเรื่องมาพูดเพื่อทำลายความเงียบนั้น

ลินชอบตรงนี้ที่สุดเวลาอยู่กับบอม

เธอไม่ต้องพยายามเป็นคนน่าสนใจ

ไม่ต้องคอยคิดว่าบรรยากาศน่าอึดอัดหรือเปล่า

ไม่ต้องระวังว่าพูดมากไปไหม หรือเงียบเกินไปหรือเปล่า

จะหัวเราะดังแค่ไหนก็ได้

จะนั่งหน้าบึ้งก็ได้

จะบอกว่าไม่อยากคุยก็ได้

บอมเป็นหนึ่งในคนไม่กี่คนที่ทำให้เธอไม่รู้สึกว่าต้องเป็นอะไรนอกจากตัวเอง

ร้านที่เขาเลือกอยู่ในโครงการเล็ก ๆ ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยมากนัก

ภายในร้านติดเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย ต่างจากอากาศร้อนข้างนอกจนรู้สึกเหมือนเป็นคนละโลก

เมนูอาหารวางอยู่บนโต๊ะไม้สีเข้ม

และหลังจากเปิดดูไม่กี่หน้า ลินก็รู้ทันทีว่าราคาสูงกว่าร้านที่นักศึกษาทั่วไปเลือกกินตอนเที่ยงพอสมควร

บอมกลับไม่เห็นว่ามีอะไรผิดปกติ

สำหรับเขา ราคาเหล่านั้นไม่ได้แพงเป็นพิเศษ

ลินรู้เรื่องฐานะทางบ้านของบอมมาตั้งแต่มัธยม

เขาไม่ได้อวด แต่ก็ไม่เคยต้องปิดบัง

บ้านมีพร้อม รถที่ใช้ทุกวันนี้พ่อเป็นคนซื้อให้ และหลายครั้งสิ่งที่ลินต้องคิดก่อนใช้เงิน บอมกลับสามารถตัดสินใจได้โดยแทบไม่ต้องเหลือบมองราคา

แต่น่าแปลกที่นิสัยแบบนั้นไม่เคยทำให้ลินรู้สึกด้อยเวลาอยู่กับเขา

บอมเลี้ยงเพื่อนง่าย แต่ไม่เคยเอามาพูดเป็นบุญคุณ

ถ้าใครบอกว่าจะหาร เขาก็หาร

ถ้าใครบอกไม่มีเงิน เขาก็เลี้ยงโดยไม่ได้ทำสีหน้าสงสารหรือถามอะไรให้มากความ

เงินสำหรับบอมเหมือนของบางอย่างที่มีอยู่มาตลอด

ไม่ต้องกังวลมากนัก

เพราะถ้าหมดก็ยังมีอีก

บางครั้งลินหมั่นไส้ความสบายแบบนั้น

บางครั้งก็อิจฉา

แต่ส่วนใหญ่เธอชินกับมันมานานแล้ว

ระหว่างรออาหาร บอมอ่านข้อความในโทรศัพท์แล้วหัวเราะเบา ๆ

ลินเหลือบมองตามความเคยชิน

พอรู้ว่าเป็นผู้หญิงจากอีกห้องที่เขาเคยบอกว่าน่ารัก เธอก็ไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ

เรื่องผู้หญิงของบอมไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเธอ

สมัยมัธยมเขาเคยเอาโทรศัพท์มายื่นให้ช่วยดูว่าจะตอบคนที่ชอบอย่างไร

เคยถามความเห็นเรื่องของขวัญ

เคยบ่นเวลาโดนทิ้ง

ลินเองก็เคยเล่าเรื่องคนที่ตัวเองสนใจให้เขาฟังโดยไม่ได้รู้สึกว่าต้องปิดบังอะไร

มันเป็นเรื่องธรรมดาของเพื่อนสนิท

บอมไม่ใช่ผู้ชายที่ลินเคยมองในแบบนั้น

อย่างน้อยตอนนั้นเธอก็ยังคิดแบบนั้น

ระหว่างกินข้าว บทสนทนาค่อย ๆ ไหลไปเรื่องความรักอย่างไม่มีที่มาที่ไป

บอมบอกว่าไม่ได้รีบอยากมีแฟน

เขาไม่ใช่คนต่อต้านความสัมพันธ์ เพียงแต่ไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องมีใครเพราะคนอื่นเขามีกัน

ถ้าวันหนึ่งจะมีจริง ๆ เขาก็อยากให้มันเกิดขึ้นตอนที่ตัวเองอยากมีจริง ๆ มากกว่า

แล้วเขาก็พูดประโยคหนึ่งออกมาอย่างง่าย ๆ

**“ถ้ากูมีแฟน กูก็อยากรักให้มันสุด ๆ อะ จะคบเล่น ๆ ไปทำไม”**

ลินเงยหน้าจากจาน

บอมไม่ได้มองเธอด้วยซ้ำ

เขายังคงกินข้าวต่อด้วยท่าทางธรรมดา เหมือนคำพูดเมื่อครู่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรนัก

เธอเลยหัวเราะแล้วแซวว่าเขาพูดเหมือนคนดี

บอมตอบอย่างมั่นใจว่าตัวเองก็เป็นคนดี ก่อนจะอ้างแม่เป็นพยานจนลินต้องสวนกลับไปว่าแม่เขาสปอยล์มาตั้งแต่เด็ก

เขาหัวเราะและยอมรับอย่างไม่คิดจะเถียง

เรื่องนั้นจบลงง่าย ๆ

ง่ายเสียจนลินเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมประโยคเมื่อครู่ถึงติดอยู่ในหัวระหว่างทางกลับมหาวิทยาลัย

เธอไม่ได้คิดว่าบอมกำลังพูดถึงตัวเอง

ไม่ได้ใจเต้น

ไม่ได้เกิดความรู้สึกแบบที่มีในนิยายรัก ซึ่งตัวละครจะรู้ทันทีว่าตัวเองกำลังตกหลุมรัก

ไม่มีอะไรแบบนั้นเลย

บอมยังเป็นบอม

เพื่อนสนิทของเธอ

คนที่ร้องเพลงผิดอยู่ข้าง ๆ

คนที่ขับรถเร็วเกินไปนิดหน่อยจนเธอต้องบ่น

คนที่พอกลับถึงมหาวิทยาลัยแล้วพบว่าเหลืออีกไม่ถึงห้านาทีก่อนเริ่มเรียน ก็ยังมีหน้าหัวเราะระหว่างวิ่งขึ้นบันไดสามชั้นเหมือนเป็นเรื่องสนุก

วันนั้นไม่ได้มีอะไรพิเศษเกิดขึ้น

มันเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่งของคนสองคนที่รู้จักกันมานานมากพอจนไม่ต้องพยายามอยู่ด้วยกัน

พวกเขาเรียนด้วยกัน

กินข้าวด้วยกัน

นั่งรถด้วยกัน

หัวเราะด้วยกัน

และรู้ว่าอีกคนจะอยู่ตรงไหนแทบจะตลอดเวลา

ตอนเย็นก่อนแยกกลับ บอมเดินมาขยี้หัวลินจนผมที่เธอจัดมาตั้งแต่เช้าเสียทรง แล้วบอกง่าย ๆ ว่าเจอกันพรุ่งนี้

ลินปัดมือเขาออกพร้อมบ่นว่าไม่ต้องเจอกันบ้างก็ดี

บอมเพียงหัวเราะ

**“มึงพูดแบบนี้ทุกวัน แล้วก็เจอกูทุกวันอยู่ดี”**

เขาพูดเหมือนมันเป็นข้อเท็จจริงธรรมดาที่สุดในโลก

จากนั้นก็เปิดประตูรถแล้วขับออกไป

ลินยืนมองรถคันเดิมหายไปตรงทางเลี้ยว ก่อนจะเดินไปทางของตัวเอง

เธอไม่ได้คิดอะไรกับคำพูดนั้น

เพราะมันเป็นแบบนั้นมาตลอดจริง ๆ

ตั้งแต่มัธยมจนเข้ามหาวิทยาลัย ชีวิตของลินแทบไม่มีช่วงไหนที่บอมหายไปนานพอให้เธอต้องเรียนรู้ว่าการไม่มีเขาอยู่ข้าง ๆ เป็นอย่างไร

เปิดประตูห้องเรียนก็เจอ

ลงไปกินข้าวก็ไปด้วยกัน

มีเรื่องอยากเล่าก็รู้ว่าต้องหันไปหาใคร

แม้แต่ตอนที่ไม่มีอะไรจะพูด พวกเขาก็ยังสามารถอยู่ข้างกันได้โดยไม่รู้สึกว่าความเงียบนั้นน่าอึดอัด

ลินเคยคิดว่าความสัมพันธ์บางอย่างอาจแข็งแรงได้ เพียงเพราะคนสองคนรู้จักกันดีพอ

ถ้าเราสนิทกันขนาดนี้

เข้าใจกันขนาดนี้

หัวเราะกับเรื่องเดียวกันได้

และผ่านเรื่องธรรมดาในชีวิตมาด้วยกันมากขนาดนี้

มันคงยากมากที่จะมีอะไรสักอย่างเข้ามาทำให้สองคนกลายเป็นคนที่ไม่เข้าใจกัน

ตอนนั้นลินเชื่อแบบนั้นจริง ๆ

เธอเพียงยังไม่รู้ว่า—

บางครั้งสิ่งที่เปลี่ยนความสัมพันธ์ได้มากที่สุด
ไม่ใช่การที่คนสองคนค่อย ๆ ห่างออกจากกัน

แต่อาจเป็นการที่พวกเขาพยายามเข้าใกล้กันมากกว่าเดิม

**ใกล้เสียจนคำว่าเพื่อนไม่เพียงพออีกต่อไป**

และใกล้เสียจนเมื่อทุกอย่างพังลงมา

**พวกเขาก็ไม่รู้แล้วว่าจะถอยกลับไปยืนตรงจุดเดิมได้อย่างไร**

────────────

**ครั้งนี้ฉันเป็นคนไป**
บทที่ 1 — คนที่รู้จักกันดีเกินไป

ถ้าชอบ ฝากกดติดตามไว้ได้เลย
ตอนต่อไปจะค่อย ๆ พาเข้าไปในความสัมพันธ์ของลินกับบอมมากขึ้น

📖 ORIGINAL BOOKเรื่องเล่าของสัตว์ประเสริฐโดย : มนุษย์เถื่อนBROWNSHELFStories, Books & Ideas.เรื่องเล่าของสัตว์ประเสริฐโด...
23/08/2026

📖 ORIGINAL BOOK
เรื่องเล่าของสัตว์ประเสริฐ
โดย : มนุษย์เถื่อน
BROWNSHELF
Stories, Books & Ideas.
เรื่องเล่าของสัตว์ประเสริฐ
โดย : มนุษย์เถื่อน

━━━━━━━━━━━━━━

📖 เรื่องเล่าของสัตว์ประเสริฐ
บทที่ 2 — ผู้เปี่ยมด้วยปัญญา

━━━━━━━━━━━━━━

ต่อจากคำถามในบทที่แล้ว หากปัญญาไม่ได้พาเราไปสู่หนทางแห่งสันติ มันกำลังนำพาเราไปที่ไหนกันแน่?

ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษย์ เรามักชื่นชมและยกย่องบุคคลที่แสดงออกถึงความสามารถทางสติปัญญาอันเฉียบแหลม ไม่ว่าจะในวรรณกรรมหรือบนหน้าประวัติศาสตร์จริง ไม่ว่าจะเป็นตัวละครอย่างโอดิซิอุส เชอร์ล็อก โฮล์มส์ หรือนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงอย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ และ เจ. โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์

สิ่งที่บุคคลเหล่านี้มีร่วมกันไม่ใช่แค่สติปัญญาเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการมองเห็นสิ่งที่บุคคลทั่วไปอาจมองไม่เห็น และเรามักเชื่อว่าความสามารถเหล่านี้จะนำพาเราไปสู่ทางออกของปัญหาเสมอ หรืออย่างน้อยเราก็เชื่อเช่นนั้น

ซึ่งก็ไม่ใช่ความคิดที่ผิดเสียทีเดียว

แต่เหรียญมักมีสองด้านเสมอ

━━━━━━━━━━━━━━

เพราะในทางกลับกัน ปัญญาไม่ได้นำมาซึ่งทางออกของปัญหาเพียงอย่างเดียว

ย้อนกลับไปในอดีต ปัญหาส่วนใหญ่ที่เรากังวลมักเป็นเพียงเรื่องฝนที่ไม่ตกตามฤดูกาล ปริมาณอาหารในหน้าหนาว หรือภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาพร้อมกับความมืดในยามค่ำคืน

ปัญหาเหล่านี้อาจดูเป็นเรื่องธรรมดาในสายตาของเราในวันนี้ แต่สำหรับมนุษย์ในอดีต มันอาจเป็นความแตกต่างระหว่างการมีชีวิตอยู่กับการไม่รอดไปถึงวันพรุ่งนี้

ในเวลานั้น อาหารของเราไม่จำเป็นต้องอร่อย ขอเพียงมันกินได้และทำให้ท้องอิ่มก็เพียงพอ เราไม่เคยต้องกังวลว่ามื้อเย็นคืนนี้จะอร่อยกว่าเมื่อวานหรือไม่ เพราะคำถามสำคัญกว่านั้นคือ

พรุ่งนี้จะยังมีอะไรให้กินหรือเปล่า

แต่ไม่ใช่กับปัจจุบัน

อย่างน้อยมันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น

วันนี้เรามีแสงสว่างมากพอจนเมืองของเราสามารถส่องประกายให้มองเห็นได้จากอวกาศ มีอ่างเก็บน้ำที่สามารถกักเก็บน้ำปริมาณมหาศาลไว้ใช้ในยามที่ฝนไม่ตก และก่อนถึงฤดูหนาว สิ่งที่เราทำไม่ใช่การออกไปล่าสัตว์ทั้งป่าเพื่อถนอมอาหารไว้กินในอีกหลายเดือนข้างหน้า

แต่เป็นการทำงานเก็บเงินให้มากพอ...

เพื่อจะได้ไปนอนอาบแดดอยู่บนเกาะฤดูร้อน

━━━━━━━━━━━━━━

จะสังเกตได้ว่าปัญหาที่เคยแบ่งแยกระหว่างความเป็นกับความตายในอดีต กลับกลายเป็นเพียงปัจจัยเล็ก ๆ ในชีวิตของคนสมัยนี้ ไม่ใช่ว่ามันไม่สำคัญ แต่เราใช้สติปัญญาของเราทำให้มันกลายเป็นสิ่งที่ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป

ซึ่งถ้ามองจากสายตาของมนุษย์ยุคหิน เพียงเท่านี้ก็คงถือว่ามากมายเกินพอแล้วที่จะเรียกว่ามีชีวิตที่สุขสบายไปตลอดทั้งชาติ

แต่ดูเหมือนชีวิตของพวกเราในตอนนี้จะไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย

เพราะยิ่งเราแก้ปัญหาไปได้มากเท่าไหร่ ปัญหาก็ดูเหมือนจะไม่มีวันหมดไป ราวกับว่าเรากำลังถอนดอกเห็ดต้นหนึ่งออกจากพื้นดิน เพียงเพื่อพบว่าข้าง ๆ กันนั้นมีดอกใหม่กำลังผุดขึ้นมาอีกนับสิบดอก

จริงอยู่ที่ทุกวันนี้ ในสังคมที่มีระบบอาหารและที่อยู่อาศัยพร้อมกว่าในอดีต ผู้คนจำนวนมากไม่จำเป็นต้องตื่นขึ้นมาพร้อมคำถามว่าจะหาอะไรกินหรือจะนอนที่ไหนในคืนนี้ แต่ปัญหาเหล่านั้นไม่ได้หายไปทั้งหมด

มันเพียงเปลี่ยนรูปร่างไป

เราไม่ได้กังวลเพียงว่าจะมีอาหารพอให้ทุกคนหรือไม่ แต่ยังต้องถกเถียงกันว่าใครมีสิทธิ์เข้าถึง ใครมีสิทธิ์ครอบครอง และจะแบ่งมันอย่างไร ทั้งที่ท้ายที่สุดแล้วเราก็ยังมีเพียงหนึ่งปากที่ต้องกิน

เราไม่ได้กังวลเพียงว่าจะมีที่ให้ทุกคนนอนหรือไม่ แต่ยังถกเถียงกันว่าใครมีสิทธิ์ถือครองพื้นที่เหล่านั้น ทั้งที่ในหนึ่งคืนเราก็ยังนอนบนเตียงได้เพียงหนึ่งเตียง

และยังมีปัญหาอีกมากมายที่เกิดขึ้นหลังจากปัญหาเดิมบางอย่างถูกแก้ไข

ปัญญาไม่ได้นำมาเพียงทางออกของปัญหาเท่านั้น แต่ยังนำพาปัญหาใหม่ ๆ เข้ามาด้วย

━━━━━━━━━━━━━━

ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่าเราควรย้อนกลับไปอยู่ในทุ่งหญ้าสะวันนา แล้วพาพรรคพวกออกไปวิ่งล่ากวางกันอีกครั้ง และผมก็ไม่ได้กำลังบอกว่าการมีปัญญาของเราเป็นปัญหา

สิ่งที่อาจเป็นปัญหา คือ

วิธีที่เราตอบสนองต่อปัญญาของตัวเอง

อย่างที่เคยพูดไป เรามีความสามารถในการมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น

ผมไม่ได้กำลังพูดถึงภูติผีวิญญาณ หรือปรากฏการณ์โพลเทอร์ไกสต์

แต่กำลังพูดถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

อนาคต

เรามองเห็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น จินตนาการถึงสิ่งที่มันอาจจะเป็น แต่แทนที่จะเพียงยอมรับและทำความเข้าใจกับสิ่งที่เราเห็น หรือใช้ความรู้นั้นเพื่ออยู่ร่วมกับโลกและสิ่งมีชีวิตอื่น เรากลับเชื่อว่า เพราะเรามองเห็นได้ไกลกว่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย เราจึงมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปแก้ไขและควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ให้เป็นไปอย่างที่เราต้องการ

เราเริ่มต้นจากการเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์หนึ่งที่อาศัยอยู่บนโลก

แต่เมื่อปัญญาพาเราไปไกลขึ้น เรากลับเริ่มเชื่อว่า

เราสามารถเป็นเจ้าของโลกทั้งใบได้

━━━━━━━━━━━━━━

🌊 จากผู้อาศัย สู่ผู้กำหนดโลก

ย้อนกลับไปเมื่อหลายพันปีก่อน ณ ดินแดนระหว่างแม่น้ำไทกริสและยูเฟรทีส ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของอิรักในปัจจุบัน และบางส่วนของซีเรีย ตุรกี และคูเวต

พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำซึ่งเหมาะกับการเลี้ยงสัตว์และการเกษตร ชาวเมโสโปเตเมียจึงดำรงชีวิตอยู่ด้วยการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำไทกริสและยูเฟรทีส พูดได้ว่าอนาคตของทุกชีวิตเล็กใหญ่ในอารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้นอยู่กับแม่น้ำสองสายนี้เลยก็ว่าได้

แต่ปัญหาคือ พวกเขาแค่มาอาศัยอยู่

พวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าของแหล่งน้ำนั้น

มันเป็นของธรรมชาติ และธรรมชาติก็ไม่ได้ใจดีกับเราเสมอไป บางครั้งปริมาณน้ำก็มากเกินไปจนไหลเข้าท่วมและทำลายพื้นที่เพาะปลูก ทำให้พืชผลเสียหาย ในขณะที่บางครั้งปริมาณน้ำก็น้อยเกินไปจนไม่สามารถเก็บเกี่ยวพืชผลได้ตามที่ต้องการ

แต่ถ้าเรื่องนี้จบอยู่แค่ตรงนี้ เราคงไม่ได้มาไกลถึงขั้นเหยียบดวงจันทร์กันหรอก

ด้วยความทะเยอทะยาน มนุษย์จึงไม่ได้เพียงรอให้แม่น้ำเป็นไปตามธรรมชาติ พวกเขาเริ่มขุดคลอง สร้างคันกั้นน้ำ และพัฒนาระบบชลประทานเพื่อผันน้ำจากแม่น้ำเข้าสู่พื้นที่เกษตรกรรม

งานศึกษาทางโบราณคดีพบเครือข่ายคลองโบราณในพื้นที่เอริดูทางตอนใต้ของเมโสโปเตเมีย รวมถึงคลองหลักมากกว่า 200 สายและคลองแขนงอีกนับพันสาย

จากเดิมที่เราต้องรอคอยและอ้อนวอนต่อท้องฟ้าเพื่อให้น้ำไหลมาหาเรา เราก็ได้กลายเป็นผู้กำหนดว่าน้ำจะไหลไปทางไหน

และนั่นอาจเป็นหนึ่งในก้าวแรก ๆ ของมนุษย์จากการเป็นเพียง

“ผู้อาศัยบนโลก”

ไปสู่การเป็นสิ่งมีชีวิตที่คิดว่าตัวเองสามารถ

“กำหนดโลกได้”

━━━━━━━━━━━━━━

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ ที่ทำให้เราเห็นว่า เราสามารถเปลี่ยนแปลงโลกให้เป็นอย่างที่เราต้องการได้ในระดับหนึ่ง

แล้วโลกในทุกวันนี้เป็นแบบที่เราต้องการแล้วหรือยัง?

ยัง?

ถ้าอย่างนั้นมันควรจะเป็นแบบไหน?

แบบของคุณ หรือแบบของผม?

หรือจริง ๆ แล้ว...

แบบของใคร?

━━━━━━━━━━━━━━

🌊 เมื่ออนาคตของเราไม่ใช่อนาคตของเขา

การที่เราสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถเปลี่ยนมันได้ตามใจเสมอไป

หลายพันปีหลังจากมนุษย์เริ่มขุดคลองเพื่อบังคับให้น้ำไหลไปในทิศทางที่เราต้องการ ความทะเยอทะยานแบบเดียวกันยังคงอยู่ เพียงแต่ครั้งนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นในดินแดนระหว่างแม่น้ำไทกริสและยูเฟรทีส

มันเกิดขึ้นบนแม่น้ำ นาร์มาดา ทางตะวันตกของอินเดีย

ในช่วงศตวรรษที่ 20 รัฐบาลอินเดียมีแผนพัฒนาลุ่มแม่น้ำนาร์มาดาด้วยโครงการเขื่อนขนาดใหญ่ โดยหนึ่งในโครงการสำคัญที่สุดคือ Sardar Sarovar Dam ซึ่งถูกวางไว้เพื่อควบคุมน้ำ สนับสนุนการชลประทาน การจัดหาน้ำ และการผลิตไฟฟ้าให้กับพื้นที่หลายรัฐของอินเดีย

ในสายตาของผู้ผลักดันโครงการ ภาพอนาคตนั้นค่อนข้างชัดเจน พื้นที่ที่เคยมีแม่น้ำไหลผ่านไปตามธรรมชาติจะกลายเป็นพื้นที่ที่มนุษย์สามารถควบคุมและจัดการน้ำได้ น้ำจะถูกกักเก็บเอาไว้ใช้ยามจำเป็น ส่งไปยังพื้นที่ที่ต้องการ และนำไปหล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตร

สำหรับพวกเขา มันคือการสร้างประโยชน์ให้กับผู้คนจำนวนมาก

ใช่ — สำหรับพวกเขา

แน่นอนว่าพวกเขาอาจสร้างอนาคตนั้นขึ้นมาได้โดยไม่ต้องสงสัย หากคนที่สามารถมองเห็นสิ่งที่เรียกว่า “อนาคต” มีเพียงพวกเขากลุ่มเดียว

แม้ความสามารถในการมองเห็นอนาคตของมนุษย์จะเปรียบดั่งพรอันวิเศษ แต่ปัญหาคือ

มนุษย์คนอื่นก็มองเห็นมันได้เหมือนกัน

เพราะสำหรับผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากโครงการนาร์มาดา อนาคตที่พวกเขามองเห็นไม่ใช่เพียงภาพของเขื่อนขนาดใหญ่ที่กำลังผลิตไฟฟ้าหรือส่งน้ำไปยังพื้นที่การเกษตร

แต่ยังเป็นภาพของบ้านที่พวกเขาอาศัยอยู่ ที่ดินที่ใช้ทำกิน และพื้นที่ซึ่งบางครอบครัวอาศัยสืบต่อกันมาหลายรุ่นกำลังจมหายลงไปใต้น้ำ

และตรงนี้เองที่ภาพอนาคตสองภาพเริ่มชนกัน

ความขัดแย้งนำไปสู่การเคลื่อนไหวต่อต้านครั้งใหญ่ที่รู้จักกันในชื่อ Narmada Bachao Andolan ซึ่งประกอบด้วยผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการ ชุมชน Adivasi เกษตรกร ตลอดจนนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อต่อต้านการย้ายถิ่นและผลกระทบจากโครงการ รวมถึงเรียกร้องการฟื้นฟูและชดเชยที่เหมาะสม

ข้อพิพาทขยายไปถึงระดับนานาชาติ การทบทวนโดยอิสระที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลกในปี 1992 วิพากษ์ปัญหาเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานใหม่และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก ก่อนที่รัฐบาลอินเดียจะยกเลิกเงินกู้ส่วนที่เหลือจากธนาคารโลกในปี 1993

แต่เรื่องไม่ได้จบลงด้วยการที่เขื่อนถูกหยุดสร้างอย่างถาวร โครงการยังคงเดินหน้าต่อภายหลัง ขณะที่ข้อพิพาทเรื่องการย้ายถิ่น การฟื้นฟู และการชดเชยดำเนินต่อมาอีกหลายทศวรรษ

━━━━━━━━━━━━━━

เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่น่าจะช่วยตอบคำถามก่อนหน้าได้บ้าง เพราะในหลาย ๆ ครั้ง อนาคตของเขา ของคุณ หรือของผม มันไม่ใช่ภาพเดียวกัน

และหลายครั้ง

ภาพอนาคตของผม ก็กำลังทำลายภาพอนาคตของคุณ

จริงอยู่ เราสามารถขุดคลองเพื่อเปลี่ยนเส้นทางของน้ำได้ สร้างเขื่อนเพื่อหยุดแม่น้ำได้ หรือแม้แต่เปลี่ยนภูมิประเทศให้เป็นอย่างที่เราต้องการ

แต่...

เราจะทำอย่างไรกับมนุษย์อีกคนที่ไม่ต้องการให้โลกเปลี่ยนไปในแบบที่เราต้องการ?

━━━━━━━━━━━━━━

📖 บทต่อไปเร็ว ๆ นี้

เรื่องเล่าของสัตว์ประเสริฐ
โดย : มนุษย์เถื่อน

BROWNSHELF
Stories, Books & Ideas.

#เรื่องเล่าของสัตว์ประเสริฐ #มนุษย์เถื่อน

17/08/2026

เราเรียกตัวเองว่า “สัตว์ประเสริฐ”
แต่จริง ๆ แล้ว…มนุษย์ต่างจากสัตว์อื่นตรงไหน?

เรื่องราวของ Godi ลิงชิมแปนซีที่ถูกทำร้ายเพียงเพราะเป็น “สมาชิกของอีกกลุ่ม” อาจทำให้เราต้องกลับมามองตัวเองใหม่

เรื่องเล่าของสัตว์ประเสริฐ
บทที่ 1 — สงครามที่ไม่มีประเทศ

📖 อ่านต่อที่ BrownShelf

#เรื่องเล่าของสัตว์ประเสริฐ #สงครามที่ไม่มีประเทศ #หนังสือ #สารคดี #ปรัชญา #มนุษย์ #ความรุนแรง

📖 ORIGINAL BOOKเรื่องเล่าของสัตว์ประเสริฐโดย : มนุษย์เถื่อนBROWNSHELFStories, Books & Ideas.เรื่องเล่าของสัตว์ประเสริฐโด...
16/08/2026

📖 ORIGINAL BOOK
เรื่องเล่าของสัตว์ประเสริฐ
โดย : มนุษย์เถื่อน
BROWNSHELF
Stories, Books & Ideas.
เรื่องเล่าของสัตว์ประเสริฐ
โดย : มนุษย์เถื่อน

บทที่ 1 — สงครามที่ไม่มีประเทศ

⸻

วันที่ 7 มกราคม 1974

ทางตะวันตกของแทนซาเนีย ขณะที่ Godi ลิงชิมแปนซีตัวผู้ของกลุ่ม Kahama กำลังนั่งกินผลไม้อยู่บนต้นไม้แห่งหนึ่งใน Gombe Stream National Park โดยไม่รู้เลยว่าภัยคุกคามที่มีอันตรายถึงชีวิตกำลังคืบคลานมาหาเขา

ในบริเวณใกล้เคียงนั้น ลิงชิมแปนซีตัวผู้จากกลุ่มคู่อริอย่าง Kasekela จำนวนหกตัว กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา

Godi พยายามหนีอย่างสุดความสามารถ

แต่ก็หนีจากชะตากรรมของเขาไม่พ้น

ลิงตัวผู้ทั้งหกไล่ตามเขาทันและรุมทำร้ายเขานานประมาณ 10 นาที ก่อนจะส่งเสียงและแสดงพฤติกรรมตื่นเต้น แล้วถอนตัวออกไป

แม้ Godi จะยังไม่เสียชีวิตในทันที เขาค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างช้า ๆ แล้วเดินกลับเข้าไปในป่า

หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย

จึงเชื่อว่าเขาเสียชีวิตจากบาดแผลที่ได้รับ

⸻

แต่ Godi ไม่ได้ตายเพราะความหิว

เขาไม่ได้ตายเพราะสภาพอากาศที่หนาวเหน็บ

ไม่ได้ตายเพราะขาดสารอาหาร

และไม่ได้ตายเพราะกำลังแย่งตัวเมียจากลิงตัวอื่น

เขาตายเพราะเขาเป็น

“สมาชิกของอีกกลุ่ม”

⸻

หนึ่งเดือนหลังจากเหตุการณ์ของ Godi มีรายงานว่า De ลิงตัวผู้ที่สุขภาพไม่ค่อยดีนักของกลุ่ม Kahama พลัดหลงออกจากกลุ่มในพื้นที่ทับซ้อน

โชคไม่ดีนักที่เขาถูกทางฝั่งของ Kasekela พบเข้า

และแล้วความรุนแรงก็เกิดขึ้น

De ถูกรุมทำร้ายประมาณ 20 นาที

บางแห่งรายงานว่าถูกกัดจนผิวหนังของเขาฉีกขาด

ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น แต่ De ก็ไม่ได้ตายทันที

ต่อมานักวิจัยพบเขาอีกครั้ง

เขาดูผอม บาดเจ็บหนัก และปีนต้นไม้ลำบาก ร่างกายของเขาได้รับความเสียหายอย่างชัดเจน

แล้วหลังจากนั้นก็ไม่พบเห็นเขาอีก

เช่นเดียวกับ Godi

⸻

แต่เรื่องราวยังไม่จบ

ยังมี Goliath ลิงตัวผู้สูงวัยของ Kahama

ก่อนหน้านี้ Kahama และ Kasekela เคยเป็นลิงกลุ่มเดียวกัน

Goliath เองก็มีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างดี หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้เป็นศัตรูกับตัวผู้ของ Kasekela

แต่เมื่อความสัมพันธ์ทางการเมืองภายในกลุ่มเปลี่ยนไป

อดีตอันหอมหวานก็ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยอะไรเขาเลย

ในปี 1975 กลุ่มตัวผู้ Kasekela เดินทางลงใต้

พวกมันพบ Goliath และดักซุ่มโจมตีเขา

Faben หนึ่งในผู้โจมตี ร่วมกับตัวผู้ Kasekela อีกหลายตัว รุมทุบตี ต่อย กระทืบ และกัดทึ้ง Goliath อย่างรุนแรง

ชายชราที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสหายร่วมกลุ่มของพวกมัน

กลับกลายเป็นเหยื่อของพวกมันเสียเอง

หรือบางทีสิ่งที่เปลี่ยนไปอาจไม่ใช่ Goliath

เขาเพียงได้กลายเป็น

“สมาชิกของอีกกลุ่ม”

ไปแล้ว

⸻

หลังจากนั้นลิงตัวผู้ของกลุ่ม Kahama ก็ค่อย ๆ ถูกทำร้ายและล้มหายตายจากไปทีละตัว สองตัว

จนในที่สุดกลุ่มไม่สามารถดำรงอยู่ได้อีก

ทำให้กลุ่ม Kasekela สามารถขยายอาณาเขตเข้ามาในพื้นที่ของ Kahama ได้

เราจะเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น สงคราม ได้หรือไม่?

แต่นั่นก็ไม่ใช่ชัยชนะสูงสุด

เพราะป่านั้นไม่ได้เป็นของพวกมันเพียงกลุ่มเดียว

ยังมีกลุ่ม Kalande และ Mitumba อยู่ด้วย

ดังนั้นชัยชนะไม่ได้ทำให้ Kasekela ปลอดภัยตลอดไป

มันเพียงแค่

ขยับเส้นแบ่งเขตแดนออกไปเท่านั้นเอง

⸻

ความรุนแรงเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติในป่าใหญ่

เรามักคุ้นชินกับภาพที่สัตว์นักล่าฉีกกระชากเนื้อของเหยื่อ หรือแม้แต่การที่สัตว์ทำร้ายพวกเดียวกันเอง

เราอาจมองสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นเพียงพฤติกรรมของสัตว์ร้ายที่ไร้อารยธรรม

พวกป่าเถื่อนที่ไม่ได้รับการขัดเกลา

หรืออาจเป็นเพราะข้อจำกัดทางปัญญาของพวกมัน

แล้วถ้าหากเราเพิ่มขีดความสามารถทางปัญญาให้เหล่าสัตว์ร้ายผู้ป่าเถื่อนเหล่านี้

มันจะกลายเป็นเหล่าอารยชนเลยหรือไม่?

⸻

ถ้าเช่นนั้น เราลองหันกลับมามองสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญามากพอจนสามารถให้คำนิยามกับตัวเองและสิ่งต่าง ๆ บนโลกใบนี้กันบ้างดีกว่า

เราคงเคยได้ยินคำว่า

“สัตว์ประเสริฐ”

กันมาบ้าง

เราไม่เพียงแค่ฉลาด

แต่ยังหยิ่งยโสจนยกตัวเองขึ้นอยู่เหนือเหล่าสรรพสัตว์ทั้งปวง

แน่นอนว่า หากว่ากันตามข้อเท็จจริง เราก็มีเหตุผลเต็มที่ที่จะคิดเช่นนั้น

เรามีทั้งภาษาที่ซับซ้อน ตั้งแต่การสนทนาด้วยเสียง สัญลักษณ์ ไปจนถึงการส่งข้อความผ่านสัญญาณสั้นยาวอย่างรหัสมอร์ส

เราค้นพบและทำความเข้าใจกฎทางฟิสิกส์ และหาวิธีใช้ประโยชน์จากมัน

จนมันนำพาเราจากอีกดวงดาวไปสู่อีกดวงดาว

ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเมื่อราว 12,000 ปีก่อน มนุษย์จำนวนมากยังดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์และเก็บของป่า

นั่นแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางปัญญาของเราอย่างชัดเจน

และไม่มีใครสามารถลบล้างความเป็นจริงข้อนี้ได้

⸻

แต่สิ่งนั้นทำให้เราแตกต่างจาก Godi และเหล่าเพื่อนใน Gombe Stream National Park จริงหรือ?

ถึงอย่างนั้น คำถามนี้ก็อยู่กับเราได้เพียงไม่นาน

เพราะแม้แต่เราหลับตาแล้วมอง เราก็ยังดูออกว่าต่าง

เพราะเราไม่ได้แก้ผ้าเปลือยเปล่าห้อยโหนไปตามกิ่งไม้ ใช้ชีวิตแทะเล็มผลไม้และสืบพันธุ์กับตัวเมียไปวัน ๆ

เราแต่ละคนต่างมีความหมายให้กับชีวิตของตัวเอง

ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็ล้วนเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล

เรามีอารยธรรม

มารยาทบนโต๊ะอาหาร

และประวัติศาสตร์ร่วมกันมาอย่างช้านาน

รวมไปถึงกฎหมายต่าง ๆ เพื่อควบคุมและยับยั้งการกระทำตามสัญชาตญาณดิบที่สิ่งมีชีวิตด้อยปัญญาทำไม่ได้

หรอ?

⸻

ถ้าว่ากันตามจริงแล้ว เราไม่ได้รุนแรงน้อยกว่า Godi และเหล่าเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเขาเลย

ในทางกลับกัน เราอาจมีความรุนแรงมากกว่าด้วยซ้ำ

เพราะด้วยสมองอันชาญฉลาดของเรา เราสร้างวิธีการนับพันวิธีเพื่อแสดงออกถึงความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ในตัวเรามาตั้งแต่บรรพบุรุษ

แถมยังหาความชอบธรรมอันสวยหรูมาอธิบายพฤติกรรมเหล่านั้นอีกด้วย

ถึงแม้การกระทำของเหล่าวานรพวกนี้จะดูรุนแรงในสายตาเรา

แต่ Godi ไม่เคยข้ามทะเลไปสู่ดินแดนของสิ่งมีชีวิตอื่น แล้วปล่อยให้สงคราม โรคภัย และการทำลายล้างตามหลังเขาไปจนสังคมของอีกฝ่ายล่มสลาย

ไม่เคยส่งสมาชิกกลุ่มข้ามน้ำข้ามทะเลไปต่อสู้เพื่อชาติที่แม้แต่ตัวมันเองก็ไม่รู้จัก

แล้วเราล่ะ?

เราใช้เวลาเพียงช่วงชีวิตของคนหนึ่งคน สังเวยชีวิตนับร้อยล้านไปกับสงคราม

เพื่อสิ่งที่ไม่ได้ทำให้ท้องของเราอิ่มขึ้นด้วยซ้ำ

เผลอ ๆ เราอาจต้องหิวมากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำเพื่อชัยชนะนั้น

⸻

ถ้าหากวันหนึ่ง Godi มีสติปัญญาเทียบเท่าเรา

มันจะเป็นอย่างไร?

มันจะพัฒนาภาษาและกระบวนการคิด แล้วหาทางพูดคุยกันอย่างสันติและอยู่ร่วมกัน

แทนที่จะเพียงแต่งตั้งเอกอัครราชทูต ขณะที่อีกมือหนึ่งสะสมกองทัพและอาวุธซึ่งพัฒนาขึ้นทุกปี

หรือมันจะหันมาเล่นงานเราเหมือนใน Planet of the Apes

เหมือนกับที่เรากระทำต่อสิ่งมีชีวิตอื่น?

⸻

แล้วสติปัญญาของเราพาเราไปไกลแค่ไหนกันแน่?

จุดนี้เองที่เราต้องเริ่มตั้งคำถามกับสติปัญญา

ว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นวิวัฒนาการที่นำพาเราออกจากความรุนแรง

หรือเป็นเพียงวิวัฒนาการที่ทำให้เราสามารถใช้ความรุนแรงได้อย่างซับซ้อนและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกันแน่

⸻

BROWNSHELF

เรื่องเล่าของสัตว์ประเสริฐ
บทที่ 1 — สงครามที่ไม่มีประเทศ

📖 บทต่อไปเร็ว ๆ นี้

16/08/2026

BrownShelf
Stories, Books & Ideas.

✍️ Original Works — นิยายและหนังสือที่เราเขียน
📚 Books — หนังสือที่เราคัดสรรและนำเสนอ
🎧 Audio — หนังสือเสียงจาก BrownShelf

ติดตาม BrownShelf เพื่อพบกับเรื่องราว หนังสือ และหนังสือเสียงใหม่ ๆ

ที่อยู่

304 ตำบล พังขว้าง อำเภอ เมือง
Sakhon Nakhon
47000

เบอร์โทรศัพท์

+66951921697

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

เป็นคนแรกที่รู้ข่าว: เราจะส่งอีเมลแจ้งเมื่อ BrownShelf. โพสต์ข่าวสารและโปรโมชั่น อีเมลของคุณจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น และคุณสามารถยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ

ติดต่อ องค์กรนั้น

ส่งข้อความของคุณถึง BrownShelf.:

ทางลัด

แชร์

หมวดหมู่